Knowledge

ล้มแล้ว ก็ต้องลุก อย่าหยุด ถ้าคุณต้องการความสำเร็จ

จากข้อมูลสถิติของผู้ประกอบใหม่จะพบว่าจาก 10 ราย เมื่อทำไป 2 ปีจะเหลือไม่ถึง 7 ราย และเมื่อผ่านไป 5 ปี จะเหลือไม่ถึง 5 ราย ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เป็นข้อมูลที่มิได้มีไว้ให้เรากลัว แต่เป็นข้อมูลเพื่อให้เราเตรียมพร้อมให้ดี คนที่เคยทำธุรกิจในช่วงเริ่มต้น ต้องบอกว่า มันเป็นไปได้ที่จะอยู่ไม่รอดภายใน 2 ปี หากเรารู้อย่างนี้ ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ดี สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น ก็คือ 1. รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เช่น มีต้นทุนค่าใช้จ่าย วัตถุดิบสินค้า หน้าร้าน แรงงานสูงเมื่อเทียบกับรายได้ทำให้เราอยู่ไม่ได้ 2. กระแสเงินสดไม่ดี คำว่ากระแสเงินสดผู้ประกอบการต้องเข้าใจและบริหารมันให้ดี เพราะหลายธุรกิจ มันสำคัญยิ่งกว่ากำไรเสียอีก การที่กระแสเงินสดไม่ดี หมายถึงการที่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงินเรา แต่เราต้องไปซื้อของเอง หรือจ่ายเงินออกไปก่อน พอมันหมุนไปสมดุลกัน ก็เกิดการช็อต ธุรกิจไปต่อไม่ได้ เหมือนคุณถูกไฟช็อตยังไงครับ 3. ขาดการประชาสัมพันธ์ ขาดการทำการตลาด ธุรกิจจะอยู่รอดก็เพราะมีลูกค้าซื้อ ลูกค้าจะซื้อ เพราะลูกค้าเจอเราลูกค้ารู้จักเรา การทำประชาสัมพันธ์การทำการตลาด เป็นการทำให้ลูกค้าได้รู้จักเรา ชื่อเรา ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์อย่าง Facebook, Website, […]

ลูกค้าคือคนสำคัญ

คงจะไม่มีความภาคภูมิใดๆ ที่ลูกค้าจะรู้สึกดีและประทับใจเท่ากับวินาทีที่เป็นคนสำคัญที่สุดท่านเคยได้รับการยกย่องให้เป็นคนสำคัญไหม? ความรู้สึกเป็นอย่างไรคงไม่แตกต่างกัน คนสำคัญคือ คนพิเศษ คนที่เราอยากใกล้ชิด อยากดูแล อยากเอาใจใส่ เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท คู่ชีวิต หากเป็นของใช้ที่พิเศษเราก็อยากทะนุถนอม เก็บรักษาไว้อย่างดี การให้บริการกับคนพิเศษหรือคนสำคัญก็เช่นกัน เราจะคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาเสมอ การจำลองตัวเราเป็นลูกค้า จะทำให้คิดได้ว่า ลูกค้าอยากได้รับบริการอะไรจากเราเป็นพิเศษเราก็ควรตอบสนองสิ่งนั้นโดยทันที ขอย้ำคำว่า โดยทันที เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า การศึกษาและสังเกตพฤติกรรมที่ลูกค้าปฏิบัติเป็นประจำ เช่น ช่วงเวลาที่ลูกค้ามาติดต่อเสมอๆ เครื่องดื่มที่ลูกค้าชอบดื่มเป็นประจำ หรือวันสำคัญของลูกค้า ก็เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าเราสนใจ เราใส่ใจ เราอยากรู้จัก และเป็นคนสำคัญของเรา ความพิเศษที่เราจะได้รับตอบจากลูกค้า หลังจากมอบความเป็น “คนสำคัญ” คือลูกค้าจะให้ความใกล้ชิดและความไว้วางใจเรามากขึ้น ความไว้วางใจคือ พื้นฐานของสัมพันธภาพระยะยาว ยามใดก็ตามที่ลูกค้าประสบปัญหา ลูกค้าจะมองหาคนที่ “ไว้วางใจ” ก่อนเสมอ

4 แนวคิดเปลี่ยนความผิดหวังหากยังไม่ได้งาน

รู้รายละเอียดเบื้องลึก และวิเคราะห์ว่าทำไมถึงไม่ได้งาน รายละเอียดนี้มีคุณค่ามากจากการถูกปฏิเสธงาน เราสามารถสอบถามจากผู้ที่สัมภาษณ์โดยตรงถึงเหตุผลที่ปฏิเสธได้ เพื่อให้เรารู้ว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงไหน หรือบางที่ไม่ได้แจ้งผลสัมภาษณ์และไม่ติดต่อกลับ เราอาจนั่งทบทวนว่าในช่วงสัมภาษณ์มีคำถามอะไรบ้างที่เราตอบไม่ได้ กระอักกระอ่วน หรือยังขาดทักษะที่บริษัทต้องการ ซึ่งก่อนที่เราจะพัฒนาให้ดีขึ้น เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือจุดอ่อน ความสามารถตรงไหนไม่ถึง แล้วค่อยพัฒนาทักษะส่วนนั้นให้ดีขึ้น   วางแผนพัฒนาตัวเอง เมื่อรู้ถึงเหตุผลที่ไม่ได้งานก็ถึงส่วนที่เราจะตรวจสอบว่าอะไรบ้างที่เราพัฒนาเพิ่มเติมได้ เพื่อพัฒนาตัวเองในการสัมภาษณ์ครั้งต่อไป อาจเป็นการเพิ่มทักษะด้านชีวิตอย่างทักษะการพูด การทำความรู้จักกับผู้สัมภาษณ์ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การนำเสนออย่างเป็นระบบ เป็นต้น   อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นคือการอ่านคุณสมบัติที่ระบุในการประกาศรับสมัครงาน และวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งที่สนใจ ก็จะทำให้เราเข้าใจว่าควรมีทักษะอะไรเพิ่มเติมเพื่อเป็นผู้สมัครที่โดดเด่นขึ้น และนำมาวางแผนในการพัฒนาตัวเองอย่างเป็นระบบต่อไป ปรับเปลี่ยนการค้นหา การไม่ได้งานไม่ใช่ตัวยืนยันว่าเราไม่ดีหรือไม่เก่งพอ แต่งานบางประเภทก็ไม่ได้เหมาะกับเราจริง ๆ ลองทบทวนรายละเอียดของลักษณะงานที่เราสมัครอีกครั้ง ว่าเราสามารถทำงานแบบนั้นได้ทุกวันไหม เพราะสิ่งนี้จะแสดงออกเมื่อเราอยู่ในช่วงเวลาสัมภาษณ์ว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ หากคิดว่าเรายังไม่เข้าข่ายคุณสมบัติงานนั้น ๆ หรือยังไงก็ไม่ถนัดในรายละเอียดงานจริง ๆ ก็อาจถึงเวลาที่ต้องลองเปลี่ยนตำแหน่งงาน   งานบางงานต้องการคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงมาก เช่น การใช้ภาษาต่างประเทศ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นสูง หรืองานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านที่ระบุประสบการณ์เอาไว้ ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่สามารถสร้างด้วยการใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หากงานที่เราค้นหาต้องการคนที่มีทักษะพวกนี้ แต่เราไม่มี เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนลักษณะงานเพื่อให้สอดคล้องกับเรามากขึ้นแทน อย่าฝากความหวังไว้ที่บริษัทเดียว เรียนรู้การสร้างสมดุลที่ยืดหยุ่นได้ ทุกวันนี้การทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มความคล่องตัวของการทำงาน การมีแนวความคิดที่ยืดหยุ่นในการปรับตัว […]

4 ข้อดีของการเดินทางที่มีผลต่อการทำงาน

บางคนอาจมองว่าการไปท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง หรือคิดไปถึงว่าหากต้องลางานก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่จริง ๆ แล้วการท่องเที่ยวไม่ได้นำมาซึ่งความสนุก ความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่มันยังทำให้ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย ซึ่งหลาย ๆ เรื่องที่ได้เรียนรู้นั้น ก็สามารถเอามาปรับใช้กับการทำงาน และอาจจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง   1. จิตใจเปิดกว้างพร้อมรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ การเดินทางคือโอกาสที่จะได้ออกไปเจอโลกใหม่ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน คนที่เดินทางบ่อยมักจะมีใจเปิดกว้างเพื่อเตรียมรับสิ่งใหม่ที่จะต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นภาษา อาหารการกิน รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในเรื่องของการทำงานพวกเขาจึงมักจะเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือความคิดแปลกใหม่ได้ดีอย่างไม่มีอคติ และที่สำคัญที่สุดพวกเขามักจะมองโลกในแง่บวกมากขึ้น 2. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่จำกัด การเดินทางไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศมักจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าแต่บ่อยครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมักไม่เป็นไปตามที่คาดคิด นักเดินทางจะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเที่ยวบินถูกยกเลิก การหาที่พักใหม่ หรือการจัดการกับเงินในกระเป๋า ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะต้องแก้ไขกันในเวลาที่จำกัด เมื่อกลับมาทำงานปัญหาต่าง ๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย   3. เข้าสังคมใหม่ได้อย่างสบาย คนที่เดินทางบ่อยจะใช้เวลาในการสร้างความสนิทสนมได้อย่างรวดเร็ว เมื่อต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อทำงาน หรือเดินทางร่วมกันก็จะสร้างความประทับใจกับคนอื่น ๆ ได้ง่าย เพราะผู้คนเหล่านี้มักจะมีเคล็ดลับในการเข้าถึงใจผู้คน หรือ ความสามารถในการสื่อสารที่ทำได้โดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีความสนใจในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ และมักจะเตรียมตัวเรื่องภาษาประจำชาติ โดยเฉพาะคำง่าย ๆ อย่างคำว่าสวัสดี หรือขอบคุณ   […]

ทำยังไงดี เมื่อไม่มีสมาธิทำงาน

งานเสร็จช้าและงานส่งไม่ทันเวลา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทำงานหลายคน เพราะในชีวิตจริงเราต้องติดต่อพูดคุย ทำงานแบบมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่เสมอ ทั้งยังมีปัญหารอบตัวให้เราแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในบางครั้งสมาธิที่กำลังจดจ่ออยู่กับงานก็หมดไปได้ง่าย ๆ แน่นอนว่าเรากำหนดสิ่งต่าง ๆ รอบตัวค่อนข้างยาก สิ่งเดียวที่เราพอจะกำหนดได้คือ สมาธิในการทำงานที่จะช่วยให้เราจดจ่อและทำงานสำคัญจนเสร็จได้

เตรียม work from home ยังไงให้ได้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คนทำงานหลายคนในช่วงนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนหรือต้องเตรียมตัวทำงานที่บ้านกันบ้างแล้ว แต่การทำงานแบบ Work from Home เป็นการทำงานที่คนทำงานออฟฟิศหลาย ๆ คนที่ยังไม่คุ้นชิน และห่วงหน้าพะวงหลังว่าต้องเอาอะไรจากออฟฟิศกลับบ้านบ้าง จะทำงานกันยังไง แล้วต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เลยอยากชวนคนทำงานทุกคนมาวางแผนและเตรียมตัวสำหรับการ Work from Home ให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดกัน

ทำงานที่บ้านให้ได้งาน ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้

ในช่วงที่ COVID-19 ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที การหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านจึงเป็นสิ่งที่หลายคนแนะนำ และการ Work From Home หรือการทำงานที่บ้านก็ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งมาตราการที่หลายบริษัทเลือกใช้ เพราะการไม่ต้องเข้าออฟฟิศลดความเสี่ยงในการติดและแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 จากการพบปะกับผู้คนได้มาก ไม่ว่าจะจากคนแปลกหน้าในรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งคนที่ทำงานอยู่ออฟฟิศเดียวกัน เพราะเราแทบจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราหรือคนรอบตัวเราเป็นพาหะของเชื้ออยู่รึเปล่า

เพื่อนร่วมงานไม่ชอบ เพราะทำตัวแบบนี้หรือเปล่า

เคยรู้สึกไม่ชอบพฤติกรรมของใครสักคนไหม ยิ่งคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานร่วมกันหรือเจอหน้ากันอยู่ทุกวันคงรู้สึกอึดอัดไม่น้อย แล้วหากคนนั้นเป็นตัวเราเองที่เพื่อนร่วมงานไม่ชอบล่ะ เพราะบางพฤติกรรมหรือทัศนคติบางอย่างที่เรามีโดยที่ไม่รู้ตัว อาจจะทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกอึดอัดได้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้การทำงานหรือประสานงานก็จะยากมากยิ่งขึ้น

คนทำงานควรคิดใหม่! เก่งอังกฤษภาษาเดียว แน่ใจเหรอว่าพอ?

เป็นอันรู้กันว่า ยุคนี้ 1 ในทักษะที่มนุษย์เงินเดือนควรมีประกอบโพรไฟล์ของตัวเองก็คือ “ทักษะด้านภาษา” ซึ่งเปรียบได้กับใบเบิกทางสำคัญในการได้มาซึ่งโอกาสดีๆในชีวิต และแค่ภาษาไทย หรือจะฟุตฟิตฟอไฟได้คล่องก็อาจจะไม่พอ นอกเหนือไปจากทักษะด้านภาษาที่ไม่ควรหยุดอยู่แค่ภาษาอังกฤษแล้ว การเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลายก็เป็นประโยชน์กับคุณด้วยเช่นกัน เพราะอะไร? คำตอบอยู่ด้านล่าง 

4 ทักษะดี ๆ ที่เรียนได้ใน 8 ชั่วโมง

การฝึกฝนที่มากกว่า 10,000 ชั่วโมงนั่นเอาไว้สำหรับการพัฒนาทักษะให้โดดเด่นจนหาคู่แข่งได้ยากเฉย ๆ ซึ่งใน 13 เดือนที่ผ่านมา ผมได้พิสูจน์แล้วว่าคนเราสามารถเรียนทักษะใหม่ ๆ ได้ในเวลาเพียง 15 – 20 ชั่วโมงเท่านั้น แน่นอนว่าเริ่มจากศูนย์ครับ ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจาก TEDx Talk ที่พูดโดย Josh Kaufman (The First 20 Hours — How to Learn Anything)

1 2 3 33