เคล็ดลับ การบริหารงานสไตล์คนรุ่นใหม่

การเป็นหัวหน้าที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย ในวันที่คุณเป็นลูกน้อง คุณรับงานจากหัวหน้าและปฏิบัติตามในส่วนงานของคุณก็เพียงพอ แต่วันที่คุณก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า งานที่คุณต้องทำเป็นหลักคือบริหารทีมงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่องค์กรต้องการ 1. แบ่งงานให้มีขนาดเล็ก และสามารถทำให้เสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์ งานที่เยอะและซับซ้อนจะมีโอกาสล้มเหลวมากกว่างานที่มีขนาดเล็กและย่อย คุณต้องรู้จักซอยและแบ่งงานให้มีขนาดพอดีที่จะทำให้ลูกน้องสามารถทำเสร็จได้คนเดียวภายใน 1-2 สัปดาห์ 2. ต้องมีผู้รับผิดชอบทุกงาน อย่าใช้คำว่า “ช่วยๆ กันทำงาน” จะกลายเป็นว่าไม่มีใครทำ เพราะรอคนชื่อ “ช่วย” มาทำ การที่ระบุชื่อผู้รับผิดชอบจะทำให้เกิดความชัดเจนในการติดตามงาน และ 1 ชื่อไม่ควรจะรับผิดชอบทุกงานเพราะจะทำไม่ได้ดีสักงาน หลังจากแบ่งงานเป็นงานย่อยๆ แล้ว ให้ระบุชื่อผู้รับผิดชอบในทุกงานย่อย และต้องมีการบันทึกให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบงานไหน เมื่อมีการประชุมของทีมงานให้ติดตามงานจากชื่อที่ระบุในงานนั้น 3. กำหนดระยะเวลาการทำงานและวันเสร็จสิ้นของงาน การไม่กำหนดระยะเวลาของแต่ละงาน ก็เหมือนล้มเหลวตั้งแต่วางแผนแล้ว เพราะไม่รู้จะติดตามงานได้เมื่อไหร่ และงานจะเสร็จเมื่อไหร่กันแน่ มีแต่ความคลุมเครือ  นอกจากชื่อผู้รับผิดชอบในแต่ละงานแล้ว ทุกงานที่มอบหมายต้องกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ โดยหัวหน้าและพนักงานต้องตกลงกัน ไม่ใช่การสั่งการเพียงอย่างเดียว  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาให้ติดตามงานเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าตามที่กำหนด 4. ประชุมทีมงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามงานทุกสัปดาห์ การสื่อสารจะช่วยให้การบริหารทีมงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยิ่งประชุมสม่ำเสมอเท่าไหร่ เป้าหมายก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อมีอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้น จะสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที กำหนดระยะเวลาการประชุมของทีมงานอย่างเป็นทางการ เช่นทุกวันจันทร์เช้า […]

Upskill Reskill คือ ทางรอด ไม่ปรับ อาจไม่รอด ในยุคมรสุมเศรษฐกิจ

นิยามของคำว่า Upskill และ Reskill Upskill คือ การพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะที่เรามีให้ดีกว่าเดิม Reskill คือ การสร้างทักษะขึ้นมาใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงาน   ปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้ต้อง Upskill และ Reskill            เทคโนโลยีกำลังจะเข้ามาแย่งงานของเรามากขึ้น หากพูดว่าแย่งงานเลยก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้าถึงทั้งงานจักรกลในการผลิต งานเอกสาร หรืองานที่เกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ที่ใช้ภายในองค์กร แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์เราก็ยังต้องเป็นคนควบคุมหรือทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อยู่ดี หลายองค์กรเริ่มมีการทำงานผ่านระบบ Cloud มากขึ้น การเรียนรู้ระบบนี้อาจใหม่สำหรับใครหลายคน ดังนั้นการ Upskill และ Reskill คือ เรื่องสำคัญที่ต้องทำเพื่อให้บุคลากรที่อยู่ในองค์กรทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ              ทำงานไม่ตรงกับสายงานที่เรียนมา ปัจจุบันหลายองค์กรมีการเปิดกว้างในเรื่องของตำแหน่งงานมากขึ้น ทำให้ตำแหน่งเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องรองรับผู้ที่จบจากสายงานตามที่เคยระบุไว้ แต่คนที่จะมาสมัคร จำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่สามารถรับผิดชอบงานในตำแหน่งนั้นได้ การ […]

อาชีพ Telesales ยังเจ๋งอยู่มั้ยในยุคออนไลน์แบบนี้?

จากผลสำรวจ (ของสำนักไหนก็ไม่รู้) เอาเป็นว่าตามกระทู้พันทิปก็แล้วกัน เวลาพูดถึงอาชีพ Telesales หรือพนักงานขายของทางโทรศัพท์ ผมเชื่อว่าคนที่ไม่ได้ทำอาชีพนี้ ก็คงร้องยี้กันไปแถบๆ เพราะคิดว่าอาชีพนี้คงสร้างความรำคาญให้กับชีวิตคุณได้ไม่มากก็น้อย ตัวอย่างก็เช่นพนักงานเทเลเซลล์ขายบัตรเครดิตที่โทรมาหาคุณยามจู๋จี๋กับแฟน หรือธนาคารที่โทรมาให้คุณกู้ Personal Loan ทั้งๆ ที่คุณรวยอยู่แล้ว (ฮา) คุณน่าจะเคยคิดแทนพวกเขานะครับว่าเวลาคุณปฎิเสธแบบไม่ใยดีแล้ว พวกเขาจะอยู่อย่างไรกับการทำอาชีพแบบนี้กันนะ ว่ามั้ยครับ แต่ก็แปลกไหมล่ะครับ ว่าถ้าสิ่งที่คุณคิดนั้นมันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว เอาแค่ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้วกับตอนนี้ อาชีพ Telesales ก็ยังคงมีอยู่อย่างคงกระพัน แม้กระทั่งโลกออนไลน์ที่แทบจะ 100% ก็ไม่สามารถฆ่าได้ ผมก็เลยต้องบอกครับว่ามันเป็นอาชีพที่โคตรเจ๋ง มาดูกันเลยครับว่าเพราะอะไร ต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูงมาก ต้นทุนที่ว่านี้ ผมไม่ได้หมายความว่าเงินเดือนของพวกเขาจะต่ำมากๆ นะครับ แต่มันหมายถึงต้นทุนในการประกอบกิจการที่มีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลงมาก เอาแค่ค่าน้ำมันหรือรถยนต์ที่ต้องมอบให้เหล่าพนักงานขายที่ต้องออกตลาดต่างจังหวัด หรือค่าประกันรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง ฯลฯ เอาแค่นี้ยังไงต้นทุนก็ต่ำกว่าอยู่ดีครับ และที่สำคัญคือ “ต้นทุนเรื่องเวลา” ซึ่งเทียบกับนักขายทั่วไปที่ต้องใช้เวลาเดินทางไปหาลูกค้า แต่ Telesales สามารถกดปุ่มโทรหาลูกค้าได้ทุกวันทุกเวลาทำการ แค่นี้ก็ต่างกับลิบลับแล้วล่ะครับ ติดต่อลูกค้าเมื่อเทียบกับนักขายทั่วไปได้มากกว่า 10 เท่า ไม่ได้โอเวอร์อย่างแน่นอนครับ สำหรับตัวเลข 10 เท่า ลองคิดดูว่านักขายที่ต้องวิ่งออกตลาดไปเจอลูกค้า วันนึงผมให้เต็มที่เลย […]

Sexual Harassment พฤติกรรมที่ควรแก้ก่อนจะแย่ไปทั้งองค์กร

หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นการรณรงค์เรื่อง Bully, Body Shaming และ Sexual Harassment กันมาจนหลายคนเริ่มตระหนักและคิดให้มากขึ้นก่อนจะพูดหรือแซวคนรอบข้าง แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็ยังไม่ตระหนักและยังทำพฤติกรรมเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในสังคม รวมไปถึงในสังคมการทำงาน และส่งผลให้บรรยากาศการทำงานในบริษัทแย่ลง ซึ่งหลายครั้งที่คนทำงานหรือ HR อาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แค่แซวเล่นขำ ๆ แต่มันอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทมากกว่าที่คุณคิดก็ได้ JobThai เลยอยากมาพูดถึงเรื่องของการ Sexual Harassment ในองค์กรที่ HR ไม่ควรมองข้าม เพราะเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบในแง่ร้ายต่อองค์กรได้   วิธีแก้ไขเมื่อพนักงานมาปรึกษาเรื่องถูก Sexual Harassment   หากมีพนักงานมาปรึกษากับเราในเรื่องของความอึดอัดในการทำงาน เนื่องจากเขารู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามทางเพศ สิ่งที่ HR ควรทำคือการฟังเรื่องราวนั้นอย่างตั้งใจ อย่าทำว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้พนักงานยอมรับมัน นอกจากนี้ห้ามแสดงออกหรือพูดอะไรที่เป็นการโทษเหยื่อ (Victim Blaming) เป็นอันขาด อย่างคำว่าคุณใส่เสื้อวาบหวิวหรือเปล่า คุณเฟรนด์ลี่เกินไปไหม หรือวันหลังก็ดูแลตัวเองสิ เพราะคนทุกคนมีสิทธิในการแต่งตัวหรือแสดงออกในแบบที่ตนต้องการ และคำถามเหล่านี้มีแต่จะทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าออกมาเรียกร้อง เพราะรู้สึกว่าถ้าออกมาแล้วจะถูกตั้งคำถาม ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกมีบาปติดตัว โทษตัวเอง และเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตตามมา ทั้ง ๆ ที่คนที่ผิดหรือคือคนที่เป็นฝ่ายคุกคามต่างหาก   เมื่อเกิดเรื่องการคุกคามในองค์กรบ่อยครั้ง HR ควรออกกฎระเบียบหรือพิจารณาถึงบทลงโทษอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องพนักงานไม่ว่าเขาจะอยู่ในระดับไหน เพราะบางครั้งเมื่อหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาเป็นฝ่าย Sexual Harassment คนอื่น ๆ ก็จะไม่กล้าที่จะขัดขืนหรือปฏิเสธ หาก HR อยากสร้างให้สถานที่ทำงานเป็นที่ที่น่าทำงานและมีความปลอดภัย เมื่อมีเหตุการณ์ที่พนักงานถูกล่วงละเมิดหรือคุกคาม HR ก็ไม่ควรนิ่งเฉย และดำเนินเรื่องทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎระเบียบ และสร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทันที อย่างที่บอกไปว่าการแซวเล่นในบางครั้ง ผู้กระทำอาจไม่ได้คิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะเขาเห็นและเขาทำจนกลายเป็นเรื่องปกติ แม้จะฟังดูไม่สมเหตุสมผล แต่ก็มีแต่ตัวผู้ถูกกระทำเท่านั้นที่ต้องบอกเขาไปว่าตัวเองไม่โอเค ซึ่งบางคนเขาอาจจะรับฟังและสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวเขาเองได้ แต่ถ้ารู้ตัวและยังทำอยู่ การดำเนินการด้วยกฎของบริษัทหรือกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ HR ควรทำเพื่อพนักงานในองค์กร ในขณะเดียวกันหากเราเป็นคนเห็นเหตุการณ์แบบนี้ในองค์กรเราก็ไม่ควรนิ่งเฉย เราอาจลองค่อย […]

เหตุผลที่พนักงานไม่ยอมพัฒนาตัวเอง

เรื่องนี้ผู้ดูแลการฝึกอบรมในแต่ละองค์กรอาจจะเจอกับปัญหานี้กัน คือจัดอบรมขึ้นมา ปรากฏว่าคนนั้นติดงาน คนนี้ต้องประชุม อีกคนขออยู่ครึ่งวัน จนมีผลทำให้การเรียนรู้ไม่มีประสิทธิภาพ   ในฐานะผู้จัดอบรมก็จะเสียกำลังใจและรู้สึกไม่ดีค่อสิ่งที่เกิดขึ้น จากประสบการณ์ที่ผมดูแลการจัดอบรมมากว่า 20 ปี คิดว่าเหตุผลที่พนักงานไม่พัฒนาตัวเอง (ไม่สนใจเข้าอบรม) สามารถแจกแจงได้ดังนี้   เหตุผลแรกคือ รูปแบบการจัดอบรมไม่น่าสนใจ เช่น เนื้อหา วิทยากร รูปแบบการเรียนรู้ การนำไปใช้ประโยชน์ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเลยที่พลาดกัน หมายความว่า การจัดอบรมแต่ละครั้ง ผู้จัดต้องคำนึงถึงผู้เรียนเป็นที่ตั้ง ซึ่งเขาอยากได้เนื้อหา บรรยากาศ รูปแบบการเรียนรู้ที่สนใจและมีกรณีศึกษาที่ทำให้เกิดมุมมองใหม่ มีวิทยากรที่เก่ง สอนสนุกได้เนื้อหาสาระที่นำไปใช้ในการทำงานได้จริง ดังนั้นผู้จัดลองใช้เวลาการคัดเลือกวิทยากรและเนื้อหาซักนิดโดยตั้งเป้าหมายว่า เมื่อมีคนอบรมรุ่นที่ 1 แล้ว เขาจะนำไปบอกต่อกับคนที่ไม่ได้เข้าอบรมว่า น่าเสียดายที่ไม่ได้เข้าอบรม   เหตุผลที่สองคือ รูปแบบองค์กรที่มุ่งเน้นในการทำงานมากจนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้น้อยเกินไป สิ่งนี้ผมพบกับหลายองค์กร ที่ผู้จัดวางแผนเป็นอย่างดี แต่ผู้เรียนเข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง วิธีการแก้ไขคือ ให้ผู้นำองค์กรแสดงบทบาทในการให้ความสำคัญกับเรื่องอบรม สนับสนุนการจัดอบรมก็จะช่วยให้บุคลากรในทุกระดับเห็นความสำคัญด้วยเช่นกัน   และอีกเหตุผลก็คือ บรรยากาศในองค์กร หมายถึง บุคลากรในองค์กรต่างคนต่างไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเอง มองว่าทุกวันนี้เราก็ทำงานได้อยู่แล้ว วิธีการแก้ไขก็คือ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร เช่น […]

5 จุดเด่นบริการที่ทำให้ Grabfood ปัง

พร้อมหลักสูตรฝึกอบรมด้านบริการ สำหรับธุรกิจ Platform Online ทุกวันนี้เราเห็นไบเกอร์สีเขียววิ่งกันเต็มถนนเลย (แม้หลังๆจะเริ่มมีหลายสีแล้วก็ตาม) แต่ถ้าพูดถึงเจ้าแรกๆอย่าง Grabfood กันว่า เค้ามีจุดเด่นอะไรบ้างที่ครองใจผู้บริโภคได้ในครั้งแรก เรามาดูกันนะครับกับ 5 จุดเด่นบริการของ Grabfood แก้ Pian Point – Grabfood จะมีการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าและเข้าใจตัวลูกค้าว่า ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องอะไรเวลาอยู่ที่บ้านตอนกินข้าว คือเค้าอาจจะต้องทำกับข้าวเอง ซึ่งเค้าอาจจะไม่มีเวลาพอ หรือบางครั้งต้องมูฟตัวเองออกจากบ้านเพื่อไปหาอะไรทาน ซึ่งในช่วงโควิทระบาดใหม่ๆก็อาจทำให้ไม่อยากพบปะผู้คน รวมถึงการกินอาหารอร่อยๆที่อยู่ไกล ปัญหาเหล่านี้ก็จะปิดลงได้ด้วย Platform ของ Grabfood นั่นเอง มีมาตรฐาน – Grabfood มีการควบคุมมาตรฐาน บริหารมาตรฐานให้คงเส้นคงวา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร้านค้า ร้านอาหาร หรือในส่วนของไบเกอร์ ก็จะมีการเซตแบบฟอร์ม ยูนิฟอร์ม ระบบการทำงานอย่างเป็นมาตรฐาน ถ้าใครผิดปกติก็จะมีบทลงโทษ หรือการให้รางวัลแก่คนที่ทำได้โดดเด่น และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ สินค้าหรืออาหารนั่นเอง ก็จะมีการแพคเกตจิ้งเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้สินค้ามันหลุดคุณภาพหรือเสียสภาพไป มี Platform – คือการเชื่อมโยงกันระหว่าง 3 ปาร์ตี้ นะครับก็จะมี […]

ธุรกิจแบบไหนควรจะใช้ระบบ CRM

  คำตอบคือ ทุกธุรกิจ ครับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขาย หรือ บริการแบบใดๆ เหตุผลคือ การทำ CRM คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกดี มีความสัมพันธ์และอยากมาซื้อซ้ำอีก โดยเราไม่ต้องไปเสียเงินทำการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ เพราะการได้ลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำมีค่าใช้จ่ายต่ำและทำให้เรามีโอกาสในการขายและเติบโตสูง   วิธีการก็คือ เราต้องมีการเก็บข้อมูลลูกค้าแต่ละราย แต่ละกลุ่มว่าเขาซื้อสินค้า / บริการจากเราแต่ละปีไปเท่าไหร่ ชื่อและช่องทางการติดต่อคืออะไร เขาชอบอะไรในสินค้า / บริการ แล้วเรานำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ลูกค้า  และสิทธิประโยชน์อื่นๆที่จะได้รับนอกเหนือจากสินค้า / บริการของเรา     เราสามารถทำระบบ CRM ได้ตั้งแต่เก็บในไฟล์ Excel หรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีขายในเว็ปไซต์ หรือโปรแกรมเฉพาะที่เขียนขึ้นมาก็ได้   จุดสำคัญคือ การมีข้อมูลลูกค้าและนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อเสนอประโยชน์แก่ลูกค้า ลองเริ่มทำกันดูนะครับ สำหรับ HRD หรือ เจ้าของธุรกิจ ที่ต้องการเรียนรู้ / เพิ่มทักษะ ในด้าน CRM ทางสถาบันเรามี หลักสูตร การบริหารความ สัมพันธ์กับลูกค้า – Customer […]

การทำธุรกิจในยุคนี้…ควรมีหน้าร้านอยู่ไหม

แน่นอนว่าทุกวันนี้ทุกคนสามารถมีร้าน Online ได้แค่เพียงคลิกเดียว และทำให้เกิดคำถามที่ว่า เรายังควรมีหน้าร้านอยู่หรือไม่ มีปัจจัยดังนี้   ประเภทธุรกิจ ว่าเป็นบริการ หรือ การขายสินค้า ถ้าหากเราเป็นธุรกิจบริการ เช่น ร้านทำผม สปา ศูนย์บริการ ร้านมือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ต้องถือว่า หน้าร้านเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนธุรกิจขายสินค้า หรือ อาหารบางประเภทก็ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน อย่างร้านทำอาหารตามสั่งผ่าน Grab หรือ Lineman ขายดีจนทำไม่ทัน ก็ยังไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าร้าน พฤติกรรมลูกค้า ต้องดูว่าลูกค้าเราเขาคุ้นชินกับการซื้อแบบออนไลน์ หรือ หน้าร้าน หรือ ทั้ง 2 อย่าง ดังเช่น ถ้าลูกค้าที่ชอบกาแฟระดับพรีเมียม เมื่อมีหน้าร้านที่สวยงามลูกค้าก็อยากจะเข้าไปนั่งในร้าน และหากรสชาติดีเขาก็จะสั่งออนไลน์ต่อได้อีกตอนอยู่ที่บ้าน ลองสังเกตุดูว่าธุรกิจของเราพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่ ชอบซื้อหน้าร้านเป็นสิ่งสำคัญมั้ย ถ้าไม่ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าร้านเลย     ต้นทุน ลองพิจารณาว่าในธุรกิจเรามีโอกาสเติบโตมากน้อยเพียงใด เพราะการมีหน้าร้านจำเป็นต้องลงทุนมากกว่าการขายออนไลน์ และถ้าลงทุนเปิดหน้าร้านแล้วไม่มีคนเข้ามาซื้อ อาจทำให้เกิดผลกระทบจนทำให้ต้องปิดเลยก็ได้ ทำเล ถ้าหากเรามีทำเลที่ดี มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ตรงนั้นจำนวนมาก ก็แสดงว่าเป็นโอกาสในการทำให้เราเติบโตได้ […]

อยากลดตำแหน่งงานลง…ไม่อยากเป็นหัวหน้าแล้ว

มีหลายคนที่เป็นหัวหน้า / ผู้จัดการ เมื่อทำงานไปได้เลื่อนตำแหน่ง / เงินเดือน มีลูกน้องต้องคุมคน จากที่เคยเก่งเรื่องงาน รับผิดชอบงาน มีผลงาน แต่พอต้องมาบริหารกลับเจอปัญหาเรื่อง   – วันหยุดที่ไม่ได้หยุด (มีการคุยงานทั้งลูกน้อง / ผู้บริหาร) – ผู้บริหารให้ทำรายงานเสนอ – แก้ปัญหาความขัดแย้งภายในทีม – สั่งงานแล้วทีมไม่ไปในเป้าหมายเดียวกัน   กลายเป็นเราคนเดิมแต่งานเพิ่ม 3 เท่า (ฮา) เจอแบบนี้เรียกว่าขอถอยกลับไปทำงานแบบเดิมดีกว่า ไม่ต้องบริหารอะไร สบายใจดี     ซึ่งจริงๆองค์กรที่ดีควรมองเห็นปัญหาเหล่านี้แล้วแก้ไขได้โดย   องค์กรควรฟูมฟัก พัฒนาฝึกอบรมให้คนทำงานมี ทักษะความเป็นผู้นำ ก่อนเลื่อนตำแหน่ง จะได้ถือว่าเป็นการ Promote (มิใช่ลงโทษ..ฮา) องค์กรควรชี้แจงลักษณะงานให้ชัดเจนว่างานที่ต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจทุกฝ่าย หัวหน้างานใหม่ควรพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำอยู่ตลอด ไม่ว่าจะฝึกอบรม อ่านหนังสือ เรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ ปรึกษาคนที่เก่งกว่า เป็นต้น ปรับมุมมองความคิดว่า จุดนี้เป็นขั้นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้เราก้าวสู่ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 […]

พนักงานที่ทำงานเสร็จเร็ว ควรเพิ่มงานให้ หรือ ปล่อยให้ว่าง

  คำถามนี้ ผมขอตอบเป็น 3 มุมมองทั้งของพนักงานและองค์กรนะครับ   มุมมองแรก จากมุมของพนักงานที่ควรปล่อยให้ว่าง (อาจจะเป็นส่วนมากเลยก็ว่าได้ 555) ซึ่งจะรู้สึกว่าการทำงานเสร็จเร็ว ควรได้เวลาพักที่มากขึ้นเป็นการตอบแทน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่รีบทำให้เสร็จ ดึงเวลาให้พอดีกับเวลาทำงาน   ส่วนมุมมองที่สอง จากมุมของพนักงานที่เห็นตรงข้ามกับกลุ่มแรก ก็จะบอกว่า มีเวลาว่างแล้วก็หางานอื่นเอามาทำเพิ่ม ริเริ่มงานใหม่ๆ หรืองานที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นออกมาทำ   จาก 2 มุมมองนี้ คนทำงานทุกคนคงเคยเห็นทั้งสองมุมมอง หรืออาจรู้สึกว่าตัวเองเห็นด้วยกับมุมมองใดมุมมองหนึ่ง เราลองเช็คผลลัพธ์ดูว่า 2 กลุ่มนี้ กลุ่มไหนได้ดีกว่า เติบโตกว่า ซึ่งในแต่ละองค์กรก็มีบริบทที่ต่างกัน ซึ่งบางแห่งอาจมองที่ความรับผิดชอบเป็นหลักทำได้ตรงตามเป้าหมาย และบางแห่งก็อาจมองที่ความกระตือรือล้น ความขยัน เป็นต้น     ส่วนในมุมมองที่สาม คือ มุมมองขององค์กร ผู้บริหารเขาจะคิดอีกแบบ เขาจะคิดว่าการบริหารยังไม่สมบูรณ์ มีเวลารอคอยงาน มีเวลาเหลือในระหว่างการทำงาน การทำงานควรมีความหลากหลาย มีความท้าทาย มีปริมาณที่เพียงพอแล้วให้พนักงานไปบริหารเวลาเองตามความเหมาะสมกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทยอยส่งมอบงานตามลำดับความสำคัญที่แผนงานกำหนดไว้ (แต่ไม่ใช่มีงานจนล้นขาดความสมดุลในเวลาส่วนตัว)   ความขัดแย้งบางครั้งเหตุอาจเกิดจากความว่างได้ เนื่องจากพนักงานว่างมักจะเกิดการจับกลุ่มพูดคุย เม้าท์กัน […]

1 2 3 43