4 เหตุผลของคนทำงานว่าทำไมถึงควรหาเวลาไปเที่ยว

ในหมู่คนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนด้วยกัน เรามักได้ยินคำว่า “เหนื่อยเหรอ? .. ลองหาเวลาไปเที่ยวสิ” แล้วการไปเที่ยวพักผ่อนไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หายเหนื่อยจริง ๆ เหรอ เพราะหากพูดถึงเรื่องที่ทำให้หายเหนื่อยจากการทำงานแต่ละคนก็มีความคิดที่แตกต่างกันไป หลายคนที่ชอบการท่องเที่ยวอยู่แล้วก็ถือคติว่า “ฉันต้องได้ไปเที่ยวปีละครั้ง” ในขณะคนทำงานอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ชอบท่องเที่ยว ก็เลือกที่จะอยู่บ้านเพื่อพักผ่อนในวันหยุด สมองของเราจะได้รับการพักผ่อนที่แท้จริง เพราะสมองของเรานั้นถูกใช้งานอย่างหนักประมาณวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ คำนวณรายรับรายจ่ายขององค์กร หรือทบทวนเนื้อหาของการประชุม งานตำแหน่งไหน ๆ ต่างก็ต้องใช้พลังสมองอย่างมากทั้งนั้น คนทำงานบางคนถูกสมองเตือนด้วยอาการปวดหัวบ่อยครั้ง หรือเกิดอาการ Brain Fog (ภาวะสมองล้า) ภาวะที่วัยทำงานหลายคนมีความเสี่ยง ซึ่งเกิดจากการที่สมองทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้พักคิดเรื่องอื่น ๆ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองแย่ลง ปวดหัวบ่อยขึ้น สายตาอ่อนเพลีย สมาธิสั้น ซึ่งการออกไปท่องเที่ยวนั้น จะทำให้สมองของเราได้รับการพักผ่อนอย่างแท้จริง ได้ทิ้งเรื่องงาน ปล่อยสมองให้โล่งพร้อมรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งการปล่อยให้สมองได้พักจะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เราจะได้รับแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เมื่อวัน ๆ อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม อย่างออฟฟิศ ห้องนอน หรือห้องทำงาน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจทำให้เริ่มคิดอะไรไม่ออก ซึ่งบางครั้งคนทำงานอย่างเราก็จะแก้ปัญหาด้วยการออกไปเดินเล่นพักสมองสัก 5-10 นาที ออกไปคาเฟ่นั่งจิบกาแฟ หรือนั่งพักสายตาสักหน่อย จากนั้นค่อยกลับมาลุยงานต่อก็จะช่วยให้เราได้ไอเดียใหม่ ๆ ไว้ใช้ในการทำงานต่อได้ แค่การพักสายตา ละสมองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่นาที ยังสามารถส่งผลดีต่อความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้เลย แล้วถ้าได้เดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศล่ะจะดีแค่ไหน นอกจากได้พักสมองแล้วเราจะได้รับแนวคิดใหม่ ๆ ผ่านวัฒนธรรม […]

ใช้การประเมินปลายปีเป็นโอกาสดี ๆ ในการเลื่อนตำแหน่งและอัปเงินเดือน

มนุษย์เงินเดือนแต่ละคนก็มีความฝันของตัวเองที่อยากก้าวไปให้ได้ ซึ่งอีกหนึ่งเส้นทางที่คนทำงานต้องการก็คือ การได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ปรับเงินเดือนสูง ๆ และได้เติบโตในสายอาชีพ ก็เลยก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักและหวังว่าวันนั้นโอกาสจะมาถึงในที่สุด และถ้ากำลังมองหาโอกาสนั้นอยู่ก็พอดีกับช่วงปลายปีแบบนี้เลย เพราะเป็นช่วงที่หลายบริษัทต้องประเมินการทำงานอยู่พอดี อยากเติบโตก็ต้องโชว์ข้อดี ผลงานตลอดปีที่ผ่านมา หน้าที่ และความรับผิดชอบ การประเมินปลายปีนี่แหละคือโอกาสที่จะได้บอก แต่การจะพูดหรือเล่าผลงานที่ผ่านมาก็ควรเตรียมตัวก่อนและวิธีง่าย ๆ มีอยู่ 3 หัวข้อดังนี้ เป้าหมาย ทั้งเป้าหมายของบริษัท ค่านิยม และเป้าหมายของตัวเราเอง สิ่งเหล่านี้คือเป้าที่ต้องหาให้เจอ หลังจากนั้นหาความสำเร็จที่เราเคยทำได้ ที่มันเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่บอกไป และยิงให้เข้าเป้าด้วยการจับทั้งสองสิ่งมาเชื่อมโยงกันและสื่อสารออกมาให้หัวหน้ารู้ ยิ่งเราสามารถอธิบายและเชื่อมโยงกันได้มากเท่าไหร่ก็จะทำให้ผลงานดูโดดเด่นขึ้น หลักฐาน แค่พูดถึงผลงานใคร ๆ ก็ทำได้ แต่หลักฐานอย่างสถิติหรือข้อมูลอ้างอิงในผลงานนั้น ๆ จะทำให้ผลงานที่เราเล่ามีน้ำหนักมากขึ้นอย่าง ถ้าเป็นเซลล์ก็ต้องว่ากันที่ยอดขาย ถ้าเป็นนักการตลาดก็ต้องมาพร้อมค่าสถิติ หรือถ้าไม่มีตัวเลขก็ต้องอธิบายถึงสถานการณ์ให้เห็นชัดเจนให้ได้ ความต้องการและความชัดเจน ตรงนี้เราต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าต้องการอะไร อย่ารู้สึกแปลกเวลาพูดถึงความสำเร็จของตัวเอง แต่จำไว้เสมอ ว่ามันมีโอกาสที่เราจะได้คุยอย่างเปิดใจกับหัวหน้าอยู่ไม่เยอะ ถ้าต้องการเติบโตการบอกเค้าอย่างตรงไปตรงมานี่แหละคือสิ่งที่ควรทำ วิกฤตยังสามารถพลิกเป็นโอกาส แล้วทำไมข้อผิดพลาดจะกลายเป็นดีไม่ได้ ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนต้องเจออยู่แล้วหลายครั้งในชีวิต แต่เราไม่จำเป็นต้องพูดว่าปีที่ผ่านมา ตัวเองผิดพลาดอะไรไปบ้าง เพราะมันจะเป็นการย้ำข้อผิดพลาดของตัวเองมากเกินไป แต่ให้พูดว่ามีจุดไหนบ้างที่ต้องใส่ใจ พัฒนา และทำให้ดีขึ้นในการทำงานครั้งถัดไป นอกจากนี้ข้อผิดพลาดบางอย่างที่หัวหน้ารับรู้แต่ยังไม่เคยฟังคำอธิบายจากปากเราเอง นี่ก็จะเป็นโอกาสให้เราได้อธิบายอย่างดี และอย่าลืมว่า “ผิดพลาดแล้วก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ” ด้วย อยากก้าวหน้า บางครั้งก็ต้องกล้า “ก้าว” บางครั้งเราอาจตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่าผลงานก็ดีแล้ว แต่ทำไมหัวหน้าถึงไม่ยอมเลื่อนขั้นให้สักที ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวเราเองนี่แหละ ที่ไม่เคยแสดงออก […]

8 วิธีรับมือกับเพื่อนร่วมงาน Passive-Aggressive ดื้อเงียบ ร้ายลึก บอกโอเคแต่ไม่โอเค

“นาฬิกาเธอสวยจังเลย เหมือนของแท้มาก ๆ” “งานชิ้นนี้ดีมาก… ดีเกือบเท่าชิ้นก่อนเลย” “ทำงานกันเหมือนเล่นขายของเลยนะเนี่ย ฮ่าฮ่า แซวเล่นนน” หลายคนน่าจะเคยเจอเพื่อนร่วมงานที่พูดจาทำนองนี้ หรือมีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากความดื้อเงียบ หัวร้อนลึก ๆ แต่ไม่ยอมบอกตรง ๆ คนที่มีนิสัยแบบนี้คือคนที่ถูกเรียกว่าเป็น Passive-Aggressive คนเหล่านี้เป็นคนที่เมื่อเจอเรื่องที่ทำให้ตัวเองไม่พอใจหรือไม่ถูกใจก็จะมีความรู้สึกโกรธ อิจฉา และความหงุดหงิดหัวเสียอยู่ในใจแต่ไม่ยอมเผยความรู้สึกออกมาตรง ๆ แต่ซ่อนมันเอาไว้ใต้รอยยิ้มและคำพูดว่า “ทุกอย่างดี” “ทุกอย่างโอเคแล้ว” คนเหล่านี้จะเลือกแสดงความไม่พอใจออกมาผ่านการกระทำก้าวร้าวเล็ก ๆ แทน อย่างเช่นการพูดจาประชดประชัน การพูดให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีแล้วตบท้ายด้วยคำว่า “ล้อเล่นน่า อย่าคิดมาก” การเอาเพื่อนร่วมงานไปนินทาว่าร้ายลับหลัง รวมไปจนถึงอาการดื้อเงียบที่บอกว่า “โอเคได้เลย” หรือ “เข้าใจแล้ว”  แต่ถึงเวลาก็ไม่ยอมทำตามที่ตกลง     มองให้ลึกลงไปถึงสาเหตุและพยายามทำความเข้าใจ ทุกการกระทำมีที่มาที่ไปเสมอ แม้แต่การพูดจาประชดประชัน กระแทกแดกดันหรือการทำน้ำเสียงไม่พอใจใส่ ยังไงก็ตามให้คุณมองข้ามสิ่งเหล่านี้และวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงสาเหตุว่าทำไมเขาถึงเป็นคนที่มีท่าทีแบบนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วการกระทำเหล่านี้มักเกิดจาก “ความกลัว” ในหลาย ๆ รูปแบบไม่ว่าจะเป็น การกลัวถูกปฏิเสธ กลัวว่าตัวเองจะไม่ดีเท่าคนอื่น ๆ หรือถ้าไม่ใช่ความกลัวก็อาจจะเป็นที่ตัวเขาเองที่มีทักษะด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ยังต้องตั้งคำถามต่อไปอีกว่าการที่เขาเลือกที่จะมีพฤติกรรม Passive-Aggressive ทำให้เขารู้สึกว่ามันส่งผลดีกับเขายังไงบ้าง […]

6 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการประเมินตัวเองปลายปี เพื่อความสำเร็จในปีหน้า

“ปีนี้เป็นยังไงบ้าง?” เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงช่วงปลายปีกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มนั่งทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน เพื่อเตรียมวางแผนและตั้งเป้าหมายต่อไปสำหรับปีหน้า ซึ่งการที่เราจะตั้งเป้าหมายที่ดีได้เราก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน การประเมินตนเองช่วงปลายปีจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราได้รู้ศักยภาพที่แท้จริง และได้ทบทวนผลงานที่ผ่านมาตลอดปีว่าเป็นยังไง 1. บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ใช้เวลาในการคิดทบทวนและมองย้อนกลับไปว่าตลอดทั้งปีนี้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งเรื่องที่เราทำสำเร็จ คำชมที่ได้รับจากหัวหน้า และข้อผิดพลาดที่อยากกลับไปแก้ไข สิ่งเหล่านี้อาจถูกจดบันทึกในสมุดส่วนตัว หรือบน Social Media ก็ได้ ซึ่งมันจะช่วยให้เราเห็นภาพช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในปีต่อ ๆ ไปพอเรากลับมาเปิดสมุดบันทึกเล่มเดิม หรือเฟซบุ๊กแจ้งเตือนโพสต์จากปีก่อน ๆ ขึ้นมาให้เราได้ย้อนอ่านสิ่งที่เคยเขียนไว้ เราก็จะเห็นเส้นทางการเติบโตของตัวเองในแต่ละปีว่ามาจนถึงตอนนี้เรามีความเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง 2. ประเมินตัวเองอย่างเป็นกลาง นำบันทึกเหตุการณ์ที่เขียนมาเริ่มประเมินตนเองอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมาให้มากที่สุด โดยการประเมินแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ การประเมินตนเองในรูปแบบความเห็น ลองมองตัวเราเองเป็นเหมือนพนักงานคนนึงในออฟฟิศ แล้วเขียนคำแนะนำในการทำงานให้กับเขาดูว่าตลอดทั้งปีมีจุดไหนที่ควรปรับแก้บ้าง เช่น เราคิดว่าตัวเองน่าจะแสดงความเห็นในห้องประชุมให้มากกว่านี้นะ เราควรต้องออกไปหาลูกค้าให้บ่อยกว่าเดิม หรือ เราควรทำงานให้ละเอียดมากขึ้น การประเมินทักษะโดยให้คะแนนเป็นตัวเลข เขียนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นข้อ ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการขาย หรือ ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเริ่มให้คะแนนตัวเองในช่วงตัวเลข 1 […]

งานวิจัยเผย คนชอบ “พูดคนเดียว” มักเป็นคนฉลาด

“พูดคนเดียวไม่ได้เป็นบ้า แต่คุณอาจจะเป็นคนฉลาด” เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีอาการ พูดคนเดียว ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เราอาจจะพูดขึ้นมาว่าต้องทำอะไร ทำอะไรไปแล้ว หรือเวลาไปเที่ยวก็จะพูดมาว่าต้องไปทางนี้ สายนี้ ซึ่งมันอาจจะดูตลก บางคนก็โดนทักว่าคุยกับใคร ทำไมพูดคนเดียวถึงมีแนวโน้มเป็นคนฉลาด? คนพูดคนเดียวจะมีการกระตุ้นความจำ ทำให้ความคิดชัดขึ้น จดจ่อกับสิ่งต่างๆได้มากขึ้น  เคยมีการทดลองโดยให้อาสาสมัครเข้ามาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง แล้วอาสาต้องจำสิ่งของที่พวกเขาต้องไปหยิบมา ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า คนที่พูดกับตัวเองระหว่างหยิบของหรือหาของ สามารถหาของได้เร็วกว่าคนที่เงียบ จากผลจากทดลองนี้ก็ได้มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าการพูดคนเดียวนั้นมีข้อดีและช่วยพัฒนาให้เรากลายเป็นคนที่ฉลาดขึ้นอีกด้วย การพูดกับตัวเองมีข้อดียังไง ช่วยกระตุ้นความจำ เมื่อได้พูดกับตัวเอง กลไกทางประสาทสัมผัสของเราจะเปิดใช้งาน ทำให้เราจำสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น ทำให้เรานึกภาพออกมาได้  ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น การที่เราพูดกับตัวเอง โดยเฉพาะถ้าได้เปล่งเสียงออกมา จะช่วยให้เราจดจำได้มากขึ้น สมองจะมีภาพขึ้นมา แล้วเมื่อมีภาพขึ้นมาเราจะมีสมาธิกับสิ่งที่เรากำลังจะทำมากขึ้น  ช่วยจัดลำดับความคิด บางครั้งที่เจอปัญหา เจอเรื่องที่ทำให้เราโกรธ เสียใจ การพูดกับตัวเองช่วยให้เราจัดลำดับความคิด ความรู้สึกออกมาได้ดีมากกว่า เราจะเห็นภาพชัดขึ้น หงุดหงิดน้อยลง เพราะมันคือการได้ระบาย ได้พูดออกมา  การพูดกับตัวเองมักจะพบอยู่ 3 เรื่องหลักๆ คือ  ให้กำลังใจตัวเอง อธิบายหรือพูดถึงสิ่งที่เจอ พูดสิ่งที่เป็นลบต่อตัวเอง โดย 3 อย่างนี้เป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่เรามักพูดกับตัวเอง เราไม่ได้มีปัญหาทางจิตแต่อย่างใด แต่ขอให้ระวังการพูดลบกับตัวเอง […]

รับมือเพื่อนร่วมงานสอดรู้สอดเห็น ชนิดที่ว่าเอาให้หายแสนรู้ไปเลย

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังคมไหน คุณไม่มีทางหนีคนประเภทที่ “ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น” กับประเภท “ขี้นินทา” พ้นหรอก โดยที่เรื่องจริงอีกเรื่องจริงหนึ่งก็คือ คนสองประเภทนี้มักจะเป็นคนคนเดียวกันเสียด้วย นั่นก็คือไปสืบให้รู้มาแล้วก็พยายามนำมาเล่าต่อ เรื่องจริงบ้าง เท็จบ้าง แต่งเองบ้างแล้วแต่คน ปน ๆ กันไป มันก็กลายเป็นเรื่องจริงได้เอง หากเรื่องนี้แบบนี้เกิดขึ้นในที่ทำงานของคุณ คุณอาจจะต้องกำหมัดแน่นแล้วบอกกับตัวเอง ว่าการถูกนินทาเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ” ซึ่งหากคุณใส่ใจกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้นี้มากเกินไป มันก็จะทำให้คุณเป็นทุกข์โดยเปล่าประโยชน์ ในที่สุด ถ้าคุณทนไม่ได้ คุณก็จะเป็นคนที่เรียกว่า “อ่อนแอก็แพ้ไป” นั่นเอง แต่เราไม่อยากให้คุณยอมแพ้กับเรื่องที่คุณไม่ได้เป็นคนผิด แล้วต้องมารับกรรมที่คนอื่นทำกับคุณ หากคุณรู้สึกรำคาญกับการเป็นหัวข้อสนทนาของคนในออฟฟิศ จะกระดิกตัวทำอะไรก็มีแต่คนสนอกสนใจคุณเสียเหลือเกิน คุณจะรับมือกับคนประเภทนี้อย่างไรดีให้รู้สึกว่าตัวเองมาเหนือกว่า โนสนโนแคร์ แล้วไงล่ะ มีปัญหาอะไร รับบทเป็นผู้ที่ลอยตัวอยู่เหนือคำนินทาและการสอดรู้สอดเห็นทั้งปวง ด้วยการตีมึน โนสนโนแคร์ เมื่อรับรู้ว่ากำลังมีคนพยายามอยากรู้เรื่องของคุณอยู่ คุณก็แค่แสดงออกไปว่าแล้วไงล่ะคะ จะมีปัญหาอะไรกับชีวิตฉันนักหนา แต่การวางตัวแบบนี้ได้ คุณต้องอาศัยความมั่นและความเชิดในระดับหนึ่ง แบบที่ให้รู้ว่าถึงฉันจะนิ่ง เงียบ ไม่ตอบโต้อะไร แต่ฉันไม่ใช่เหยื่อที่จะก้มหน้าก้มตาถูกกระทำ ฉันก็แค่ไม่สนใจเสียงนกเสียงกาเสียงหมาเสียงแมวก็เท่านั้น ใครเจอแบบนี้นานวันเข้าก็ประสาทเหมือนกัน แล้วก็เบื่อไปเองที่ทำอะไรจิตใจที่แข็งแกร่งแถมแอบกวนประสาทเบา ๆ ของคุณไม่ได้ รู้ดีขนาดนี้ อยากเป็นแฟนคลับก็ไม่บอก ถ้าพวกเขาไม่ได้สนใจคุณล่ะก็ […]

รู้สึกเบื่องานที่ทำอยู่ แต่ไม่อยากลาออก ต้องทำยังไง?

เบื่อ ไม่อยากไปทำงาน แค่คิดว่าต้องไปทำงานก็รู้สึกหมดไฟไปซะดื้อๆ ไม่รู้ว่างานที่ทำอยู่มันไม่ใช่ หรือเพราะเราขี้เกียจทำงานกันแน่ อยากจะลาออกให้จบๆไป แต่มันก็ไม่ง่ายเลยน่ะสิ แล้วเพราะอะไรล่ะ ที่ทำให้คุณต้องทนอยู่กับงานที่เกลียด จะดีกว่าไหมหากคุณอยู่กับงานที่คุณเกลียดด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น มาดูเคล็ดลับที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแนวคิด และหลุดพ้นจากความรู้สึกเหล่านี้กันครับ มองหาข้อดีในงานก่อน ลองคิดย้อนไปในวันที่คุณตัดสินใจทำงานนี้ เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณเลือก และมันยังเป็นเหตุผลดีๆสำหรับคุณอยู่ไหม คุณได้เรียนรู้อะไรจากมัน หรือคุณมองเห็นอนาคตที่ก้าวหน้าในงานนี้ไหม ลองมองในสื่งที่ดีมากกว่าปัญหาที่จะมากีดขวางเส้นทางอนาคตของคุณดีกว่าครับ อยู่กับความเป็นจริง ทำไมคุณถึงเกลียดงานตัวเอง หรือเพราะคุณไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่ เป็นธรรมดาที่เราต่างก็มองหาในสิ่งที่ดีกว่าให้ตัวเองอยู่เสมอ แต่อย่าได้ด่วนพลีพลามลาออกจากงานทั้งที่ยังไม่ได้งานใหม่ล่ะ คิดซะว่า อย่างน้อยก็ยังมีเงินเดือนให้ใช้อยู่ ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีทางเลือก แต่การค้นหาสิ่งที่ใช่นั้นต้องใช้เวลา ลองใส่ใจ การที่จะทำอะไรออกมาให้ดีได้นั้น ต้องมีใจรักกับสิ่งนั้นเสียก่อน ลองทบทวนตัวเองดูสิว่า คุณใส่ใจกับสิ่งที่คุณทำมากพอหรือยัง หากคุณคิดลบกับงานหรือเพื่อนร่วมงาน เชื่อเถอะว่าคุณไม่มีทางอยู่ตรงนั้นได้นานหรอก  พูดคุยกับคนที่ทำงานแบบคุณ ที่คุณรู้สึกอยู่นั้น เป็นเพราะคุณเกลียดรูปแบบงานที่ทำ จริงหรือ? ลองพูดคุยกับคนที่ทำงานแบบเดียวกับคุณทั้งในบริษัทและนอกบริษัท เรียนรู้รูปแบบงานของพวกเขาแล้วลองถามตัวเองสิ ว่าถ้าแบบนั้นคุณจะโอเคหรือเปล่า คุณยังมีใจกับงานสายเดิมอยู่ไหม ซึ่งอาจทำให้คุณพบแนวทางและมองเห็นประโยชน์ในงานของคุณก็ได้นะครับ มองหาโอกาสใหม่ๆ ลองสำรวจตัวเองดูซิ ว่างานที่ทำอยู่สามารถทำให้คุณมีอนาคตที่เติบโตได้ไหม ถ้าคำตอบคือไม่ การ Move on ออกมาหาสิ่งที่ดีกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำครับ บางทีคุณอาจไม่ได้เกลียดสายงานที่คุณทำ แต่อาจเป็นเพราะองค์กรทำให้คุณรู้สึกเกลียดงาน เป็นอย่างไรบ้างครับ ได้คำตอบรึยังเอ่ย […]

Work from home อย่างไรให้ได้งาน

ในยุคปัจจุบันนี้หลายๆคนต้องทำงานอยู่ที่บ้าน หรือ work from home ซึ่งอาจจะเจอปัญหาว่า ทำงานอย่างไรก็ไม่ได้งานซักที ในคลิปนี้จะมีวิธีการเตรียมตัวเพื่อ wfh อย่างไรให้ได้งาน มาฝากทุกคนกันครับ -วางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายเลยว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน แล้วบังคับตัวเองให้ทำตามแผน แต่ต้องไม่ลืมที่จะหาเวลาพักผ่อนระหว่างวันด้วย -กำจัดสิ่งต่าง ๆ ที่จะรบกวนสมาธิการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากโทรทัศน์ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ การเล่น Social Media รวมทั้งพูดคุยกับคนในบ้านให้ชัดเจนว่าคุณต้องการเวลาในการทำงานช่วงไหนบ้าง -จัดการตัวเองและสถานที่ให้พร้อมสำหรับการทำงาน ไม่นั่งทำงานในทั้งที่อยู่ในชุดนอน รวมไปถึงหาพื้นที่สำหรับทำงานให้เป็นสัดส่วน และหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นที่ที่คนในบ้านมักจะมาอยู่รวมกัน -ควร Feedbackและ update งานกันอยู่เสมอเพื่อลดปัญหาในการไม่เข้าใจกัน

งานเก่ง present ตอนนำเสนอผลงานต้องเก่งกว่า

ในการทำงานนนั้น เราเข้าใจในเนื้องาน ทำงานเก่งเป็นเรื่องที่ดี แต่อีก 1 ทักษะที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำงานได้นั่นคือ ทักษะการ Present ซึ่งหลายท่านประสบปัญหาการ Present ให้ดูมืออาชีพ น่าสนใจ น่าเชื่อถือ เราจะทำอย่างไรให้การ present ของเรานั้นเป็นมืออาชีพ ไปดูกัน มั่นใจ รู้เนื้อหาที่เราจะพูด สังเกตท่าทางของคนฟัง จัดสรรเวลา ตอบคำถามให้ได้

5 วิธีตอบคำถามยอดฮิต สัมภาษณ์งาน

หลายๆท่านเวลาสัมภาษณ์งาน มักจะเจอคำถามการสัมภาษณ์ ซึ่งบางคำถามอาจจะคิดคำตอบที่เหมาะสมไม่ทัน ทำให้พลาดงานไปอย่างน่าเสียดาย และในคลิปนี้จะนำคำถามยอดฮิตในการสัมภาษณ์งานมาให้เห็นแนวทางการตอบอย่างไรให้ได้งานกัน ช่วยแนะนำตัวให้กรรมการรู้จักคุณมากขึ้นอีก           ตอบ – ควรกล่าวถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อการสมัครงานมากกว่ากล่าวถึงข้อมูลทั่วๆ ไปของคุณ เช่น คุณเป็นคนตรงต่อเวลามากแต่ก็มีข้อเสียคือจะหงุดหงิดมากเมื่อผู้อื่นไม่ตรงเวลา ซึ่งคุณกำลังหาทางแก้ไขข้อบกพร่องของคุณอยู่ ทำไมคุณจึงอยากเปลี่ยนงาน           ตอบ – ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงด้านไม่ดีของที่ทำงานเก่า โดยคุณอาจเลือกที่จะตอบกลาง ๆ เช่น ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน ต้องการทำงานที่ท้าทาย หรือหากคุณมีปัญหากับเจ้านายเก่า ควรตอบให้ดูดี เช่น รูปแบบการทำงานต่างกัน   3. ทำไมเขาจึงควรรับคุณเข้าทำงาน           ตอบ – ควรตอบว่า คุณเก่งอะไร มีความสามารถอะไร เหมาะกับตำแหน่งที่เขาต้องการอย่างไร ในกรณีที่คุณสมบัติของคุณยังไม่ตรงกับที่เขากำหนดเสียทีเดียวพยายามใช้ทักษะชี้ชวนให้เขาเห็นว่า คุณมีสิ่งอื่นที่ทดแทนกันได้ จุดเด่น จุดด้อยของคุณคืออะไร           ตอบ – ควรพูดถึงจุดด้อยที่ไม่มีผลต่อการทำงานของคุณมากนัก เช่น […]

1 2 3 39